วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2559
ชดใช้กรรม
เล้าเอาล๊าววววว อิชั้นเรียนจบมาสักพักแล้ว ทำมาแต่ Freelance จนเพลิน จนวันหนึ่งก็นึกถึงเรื่องความมั่นคง จะไม่คิดเลยถ้าไม่มีคนนอกมาซำ้แซะว่าทำงานอะไร ทำที่ไหน อ้าวจบมายังไม่มีงานทำเหรอ ส่วนตัวอิชั้นคิดว่ากิจกรรมใดๆก็ตามที่ทำแช้วได้เงินตอบแทน นั่นเรียกว่า "งาน" หมด อ่อ ละไว้ในฐานที่เข้าใจนะ อิชั้นจะไม่แคร์คนนอกเลย ถ้าไม่เพราะคนนอกเหล่านั้นทำให้พ่อแม่ชั้นต้องคอยตอบปัญหา ไม่ได้โทษใคร โทษค่านิยมมากกว่า เพราะถ้าคุณไม่ใช่คนที่ต้องออกจสกล้านตั้งแต่ไก่โห่ แล้วบ้านด้วยความหมดสภาพตอนดึก คนเหล่านั้นถือว่าไม่มีงานที่มั่นคง แฮร่! งงมั๊ย ตอนแรกงง แต่ตอนนี้ก็พอกระจ่างเพราะดันโดนมากับตัว แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องขอขอบคุณ มันคงเหมือนกับการติเพื่อก่อ อิชั้นก่อใหญ่มากเลยแหละค่า ตัดสินใจสมัครสมาชิกเว็บไซด์หางานชื่อดังทั้งสิ้น 4 ที่จะบร้าหรอ จริงค่ะ เอามันหลายๆเว็บ JobDB, Jobtopgun,thaijob,jobthai และหน้ามืดตามัวกดสมัครงานไปทั้งสิ้น 8 ที่ โฮ่ๆๆๆ มหกรรมเดินสายไปสัมภาษณ์เริ่มขึ้นแล้วคะ เล่าแบบรวดรัดเลยค่ะว่า มี 6 ที่ที่ตอบรับพร้อมทำงาน แต่ๆๆ นังนี้ปฎิเสธหมดเลยว่ะ!!! ตบม่ะ? เพราะอิชั้นมีงานที่7และ8ในดวฃใจแล้ว แต่แล้วเหตุการณ์ชดใช้กรรมที่หยิ่งจองหองก็เริ่มขึ้นอีกแล้ว เพราะทั้ง2ที่นั้น เล่นตัวๆๆๆ ไม่ยอมรับง่ายๆๆ รอออฉันรอเธอยู่สิคะงานนี้ ณ ตอนนี้ก็ยังรออยู่เลยค่าท่านผู้โช้มมมมม
วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559
พูดคำว่าสติ แล้วเก็บไว้เป็นหลักฐาน
หลังจากที่เมื่อวานนั่งเพ้อบ่นพร่ำเรื่องความมั่นคงในชีวิตการงาน วันนี้รู้สึกเฉยๆแล้วซะงั้น เห็นม่ะ ชีวิตเรามันก็เท่านี้
มีเมื่อวาน(ซึ่งผ่านไปแล้ว และกลายมาเป็นประสบการณ์)
วันพรุ่งนี้(นั่นคือสิ่งที่เราไม่สามารถคาดเดากับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง) และ
วันนี้ (เป็นวันที่เราต้องทำให้ดีที่สุด อยู่กับมันอย่างมีสติ)
คำว่าสตินี้มันพูดกันได้ง่ายๆเลยเนอะ แต่เวลาทำนี่สิ ยากจัง ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราปลอกเปลือกมะม่วง เราต้องมีสติอยู่กับมัน เพื่อไม่ให้โดนมีดบาด แต่เพียงแค่หันไปคุยโดยที่สติทั้งหมดหลุดไปสิ้น เราก็โดนมีดบาดโดยง่ายๆ
โหยยย ธรรมะคือเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อหรอกนะ มันก็เหมือนพวกที่ชอบเขียนปรัชญาพร่ำๆนั่นแหละ
ซึ่งฉันก็เป็น ความคิดบางทีมันก็ต้องการการถ่ายทอด ถ่ายทอดโดยคำพูดมันก็อาจจะล่องลอยหายไปได้ แต่ถ้าเก็บความคิด คำพูด ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วละก็ มันก็จะมีหลักฐานไว้คอยเตือนใจ
ใช่ม่ะ?
มีเมื่อวาน(ซึ่งผ่านไปแล้ว และกลายมาเป็นประสบการณ์)
วันพรุ่งนี้(นั่นคือสิ่งที่เราไม่สามารถคาดเดากับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง) และ
วันนี้ (เป็นวันที่เราต้องทำให้ดีที่สุด อยู่กับมันอย่างมีสติ)
คำว่าสตินี้มันพูดกันได้ง่ายๆเลยเนอะ แต่เวลาทำนี่สิ ยากจัง ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราปลอกเปลือกมะม่วง เราต้องมีสติอยู่กับมัน เพื่อไม่ให้โดนมีดบาด แต่เพียงแค่หันไปคุยโดยที่สติทั้งหมดหลุดไปสิ้น เราก็โดนมีดบาดโดยง่ายๆ
โหยยย ธรรมะคือเรื่องธรรมดา ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อหรอกนะ มันก็เหมือนพวกที่ชอบเขียนปรัชญาพร่ำๆนั่นแหละ
ซึ่งฉันก็เป็น ความคิดบางทีมันก็ต้องการการถ่ายทอด ถ่ายทอดโดยคำพูดมันก็อาจจะล่องลอยหายไปได้ แต่ถ้าเก็บความคิด คำพูด ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแล้วละก็ มันก็จะมีหลักฐานไว้คอยเตือนใจ
ใช่ม่ะ?
วันจันทร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2559
อีก 10 ปี
วันจันทร์แล้วจ้า แต่สาวไร้งานประจำงานอิชั้น ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับวันจันทร์สักเท่าไหร่ แต่กับรู้สึกดีใจซะมากกว่าที่วันจันทร์ซะทีเน้อ เพราะอิชั้นเหนื่อยเหลือเกินกับวันเสาร์-อาทิตย์สุดวุ่นวาย อุ้ยตายว๊ายกรี๊ดมั่กๆ
แต่ดูเหมือนฉันก็ไม่ได้จะว่าง แถมยุ่งไปหมดทั้งๆที่ฉันไม่ได้มีงานประจำให้ปวดหัว อาจเป็นเพราะเจ้าแม่โปรเจคซะละมั้ง เยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะขายของ(สมุนไพร) ขายขนม(เล็กๆน้อยๆวางบนโต๊ะ เผื่อลูกค้าเคลิ้ม หยิบนั่งกิน) เขียนบทความ(แอบเป็นบล็อกเกอร์ประจำเว็บไซด์น่ารักๆ Sistacafe) และรับจ็อบน่ารักๆสอนพิเศษน้องๆหนู และงานกิตติมศักดิ์อย่างงานบัญชี (ที่มันช่างขัดกับความรู้ด้านคณิตศาสตร์ที่อิชั้นมี)
เยอะมั๊ยล่ะ!!
นี่ในหัวยังมีอีกบานเลยนะ แต่ก็คิดนะว่าฉันจะมีชีวิต(สโลไลฟ์)ยังงี้ไปวันๆเหรอ ยังคิดจะหางานประจำอยู่ตลอดเวลาเลย อยากลองเป็นสาวออฟฟิศกินเงินเดือนเหมือนคนอื่นเค้าบ้าง บางทีก็อยากมีอารมณ์เกลียดวันจันทร์ หงุดหงิดกับ Rush hour
ไม่ได้ประชด แต่แค่รู้สึกว่าพวกนี้มันบ่งบอกถึงความมั่นคงในชีวิตได้ใช่มั้ย?
อยากรู้จังว่าอีกสัก 10 ปี ที่ฉันกลับมาอ่านบันทึกนี้ ตอนนั้นฉันจะมีงานอะไรทำ รุ่งเรืองไหม ร่ำรวยอยู่เหรอเปล่า แล้วที่สำคัญเธอมีความสุขมากๆหรือเปล่า
มันเหมือนตอนเอนท์เข้ามหาลัย ตอนนั้นคิดฟุ้งซ้านไปหมดว่า ตัวเองจะไปนั่งอยู่ตรงไหน ใส่ชุดมหาลัยของที่ใด หรือว่าจะสอบไม่ติด แล้วชีวิต ทำยังไงต่อ
และวันนี้วันที่เรียนจบก็ตอบคำถามเมื่อ 4 ปีที่แล้วได้หมด ว่าฉันเข้าเรียนที่คณะโบราณคดี เอกภาษาฝรั่งเศษ ฉันสอบตรงเข้ามาได้ แหมว่าจะตัวสำรองรอบสอง(รันทดโน๊ะ สำรองของสำรอง) มีเพื่อนดี ชีวิตสนุก ถึงแม้การเรียนภาษาฝรั่งเศษที่เรียนมาถึง 4 ปี ที่ใครๆคาดหวังว่าจะพูดภาษาฝรั่งเศสได้คล่องปรือ มันกลับตาลปัตร ฉันยังกลัวทุกครั้งที่เจอกับภาษานี้ แต่ไม่ได้เกลียด แค่รู้สึกกดดันว่าทำไมชั้นเก่งไม่สุด เอาตัวรอดได้ อ่านออก เข้าใจ แต่ไม่กล้าใช้
แต่ใครจะเชื่อว่าฉันจบมาพร้อมกับเกียรตินิยมอันดับสอง --- นี่อาจเป็นเหมือนสิ่งที่บอกว่า แม้ว่าเธอไม่ได้เก่งมาแต่กำเนิด แต่ถ้าเธอพยายาม ขยันหมั่นเพียร เธอก็ไม่แพ้ใคร
แต่ฉันเหนื่อยยยย เหนื่อยที่ต้องทำ พยายาม และขยันมากกว่าคนอื่น
แต่ดูเหมือนฉันก็ไม่ได้จะว่าง แถมยุ่งไปหมดทั้งๆที่ฉันไม่ได้มีงานประจำให้ปวดหัว อาจเป็นเพราะเจ้าแม่โปรเจคซะละมั้ง เยอะแยะไปหมด ไม่ว่าจะขายของ(สมุนไพร) ขายขนม(เล็กๆน้อยๆวางบนโต๊ะ เผื่อลูกค้าเคลิ้ม หยิบนั่งกิน) เขียนบทความ(แอบเป็นบล็อกเกอร์ประจำเว็บไซด์น่ารักๆ Sistacafe) และรับจ็อบน่ารักๆสอนพิเศษน้องๆหนู และงานกิตติมศักดิ์อย่างงานบัญชี (ที่มันช่างขัดกับความรู้ด้านคณิตศาสตร์ที่อิชั้นมี)
เยอะมั๊ยล่ะ!!
นี่ในหัวยังมีอีกบานเลยนะ แต่ก็คิดนะว่าฉันจะมีชีวิต(สโลไลฟ์)ยังงี้ไปวันๆเหรอ ยังคิดจะหางานประจำอยู่ตลอดเวลาเลย อยากลองเป็นสาวออฟฟิศกินเงินเดือนเหมือนคนอื่นเค้าบ้าง บางทีก็อยากมีอารมณ์เกลียดวันจันทร์ หงุดหงิดกับ Rush hour
ไม่ได้ประชด แต่แค่รู้สึกว่าพวกนี้มันบ่งบอกถึงความมั่นคงในชีวิตได้ใช่มั้ย?
อยากรู้จังว่าอีกสัก 10 ปี ที่ฉันกลับมาอ่านบันทึกนี้ ตอนนั้นฉันจะมีงานอะไรทำ รุ่งเรืองไหม ร่ำรวยอยู่เหรอเปล่า แล้วที่สำคัญเธอมีความสุขมากๆหรือเปล่า
มันเหมือนตอนเอนท์เข้ามหาลัย ตอนนั้นคิดฟุ้งซ้านไปหมดว่า ตัวเองจะไปนั่งอยู่ตรงไหน ใส่ชุดมหาลัยของที่ใด หรือว่าจะสอบไม่ติด แล้วชีวิต ทำยังไงต่อ
และวันนี้วันที่เรียนจบก็ตอบคำถามเมื่อ 4 ปีที่แล้วได้หมด ว่าฉันเข้าเรียนที่คณะโบราณคดี เอกภาษาฝรั่งเศษ ฉันสอบตรงเข้ามาได้ แหมว่าจะตัวสำรองรอบสอง(รันทดโน๊ะ สำรองของสำรอง) มีเพื่อนดี ชีวิตสนุก ถึงแม้การเรียนภาษาฝรั่งเศษที่เรียนมาถึง 4 ปี ที่ใครๆคาดหวังว่าจะพูดภาษาฝรั่งเศสได้คล่องปรือ มันกลับตาลปัตร ฉันยังกลัวทุกครั้งที่เจอกับภาษานี้ แต่ไม่ได้เกลียด แค่รู้สึกกดดันว่าทำไมชั้นเก่งไม่สุด เอาตัวรอดได้ อ่านออก เข้าใจ แต่ไม่กล้าใช้
แต่ใครจะเชื่อว่าฉันจบมาพร้อมกับเกียรตินิยมอันดับสอง --- นี่อาจเป็นเหมือนสิ่งที่บอกว่า แม้ว่าเธอไม่ได้เก่งมาแต่กำเนิด แต่ถ้าเธอพยายาม ขยันหมั่นเพียร เธอก็ไม่แพ้ใคร
แต่ฉันเหนื่อยยยย เหนื่อยที่ต้องทำ พยายาม และขยันมากกว่าคนอื่น
วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559
เรียนรู้เพิ่มขึ้น
และแล้ววันนี้ก็เกิดขึ้นจนได้ วันที่อิชั้นลืมจดไดอะรี่ เพราะเมื่อวานต้องยอมรับเลยว่า เหนื่อยมากก ไม่ได้เหนื่อยจนทำไม่ไหวนะ แต่เหนื่อยมากจนลืมว่าต้องทำอะไรมากกว่า
เมื่อวานเป็นวันอาทิตย์ ซึ่งฉันมักจะยุ่งในวันที่คนอื่นเค้าหยุดกัน นอกจากจะต้องช่วยงานที่บ้าน(ที่บ้านเป็นร้านอาหาร+ร้านกาแฟเล็กๆ) เอาจริงๆก็ไม่ได้ช่วยเยอะแยะหรอก แต่มันบวกกับที่อิชั้นรับจ็อบพิเศษด้วย
จ็อบอะไร สอนพิเศษภาษาอังกฤษเด็กน้อยค่า บอกก่อนว่า ไม่ได้เก่ง วิริศมาหราอะไรขนาดนั้น แต่อิชั้นแค่รู้สึกว่าเป็นคนที่อธิบายอะไรคนได้ดี อธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายๆ
ส่วนภาษาอังกฤษ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญราวกับเป็น Native Speaker แต่อิชั้นก็ใช้ความรู้ทั้งหมดที่เคยได้ร่ำเรียน ได้ถ่ายทอดไปสู่น้องเหล่าศิษยานุศิษย์ของข้าพเจ้า
ฟังดูเหมือนราบรื่น แต่คุณเอ๋ย คุณรู้หรือไม่? การต้องสู้รบตบมือกับเด็กน้อยทั้งหลาย มันเหนื่อยขนาดไหน แม้ว่าพวกเขาจะเป็นวัยใสๆ ไม่มีพิษมีภัย แต่คุณคะ เป็นวัยแห่งเจ้าหนูจำไม นั่นอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะถ้าเด็กถาม นั่นเป็นการตอบสนองการเรียนที่ดี
แต่ไม่ใช่แค่นั้น คงเคยได้ยินคำเปรียบที่ว่า ซนเป็นลิง กันทุกคนนะคะ นั้นแหละค่าที่อิชั้นเผชิญ นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องของการหลอกล่อเด็กๆให้ตั้งใจเรียน คือต้องบอกก่อนว่าอิชั้นไม่ได้คาดหวังว่าเด็กๆเหล่านั้นจะนั่งไม่ขยับ ตั้งใจตลอด 1-2 ชั่วโมงในการเรียน แต่อย่างน้อยมันก็ต้องมีสักช่วงเวลานึงที่เค้าได้อะไรจากการเรียนวันนี้บ้าง (ไม่งั้นจะเรียนพิเศษไปทำไมคะ ไม่ได้แค่มาเปลี่ยนสถานที่เล่นนะคะ มาเรียนๆ)
เสียงพูดนี้จะมาโมโนโทนไม่ได้ อิชั้นต้องขึ้นเสียงต่ำเสียงสูง เล่นการแสดงใหญ่มากก เล่นตลก ดุบ้าง ใจดีโพดๆบ้าง เข้าอกเข้าใจน้องบ้าง หรือทำใจแข็งปราบพยศกันบ้าง
พูดเลยว่าตอนนี้เราก็เริ่มเค้าใจหัวอกคนเป็นครูแล้วที่วันๆต้องเจอกับเด็กหลากหลายรูปแบบแล้วในหัวเค้าต้องคิด ใช้ไหวพริบอะไรวันนี้ ในการจัดการเจ้าพวกแสบนี้
เมื่อวานเป็นวันอาทิตย์ ซึ่งฉันมักจะยุ่งในวันที่คนอื่นเค้าหยุดกัน นอกจากจะต้องช่วยงานที่บ้าน(ที่บ้านเป็นร้านอาหาร+ร้านกาแฟเล็กๆ) เอาจริงๆก็ไม่ได้ช่วยเยอะแยะหรอก แต่มันบวกกับที่อิชั้นรับจ็อบพิเศษด้วย
จ็อบอะไร สอนพิเศษภาษาอังกฤษเด็กน้อยค่า บอกก่อนว่า ไม่ได้เก่ง วิริศมาหราอะไรขนาดนั้น แต่อิชั้นแค่รู้สึกว่าเป็นคนที่อธิบายอะไรคนได้ดี อธิบายเรื่องยากให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายๆ
ส่วนภาษาอังกฤษ แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญราวกับเป็น Native Speaker แต่อิชั้นก็ใช้ความรู้ทั้งหมดที่เคยได้ร่ำเรียน ได้ถ่ายทอดไปสู่น้องเหล่าศิษยานุศิษย์ของข้าพเจ้า
ฟังดูเหมือนราบรื่น แต่คุณเอ๋ย คุณรู้หรือไม่? การต้องสู้รบตบมือกับเด็กน้อยทั้งหลาย มันเหนื่อยขนาดไหน แม้ว่าพวกเขาจะเป็นวัยใสๆ ไม่มีพิษมีภัย แต่คุณคะ เป็นวัยแห่งเจ้าหนูจำไม นั่นอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะถ้าเด็กถาม นั่นเป็นการตอบสนองการเรียนที่ดี
แต่ไม่ใช่แค่นั้น คงเคยได้ยินคำเปรียบที่ว่า ซนเป็นลิง กันทุกคนนะคะ นั้นแหละค่าที่อิชั้นเผชิญ นอกจากนั้นยังเป็นเรื่องของการหลอกล่อเด็กๆให้ตั้งใจเรียน คือต้องบอกก่อนว่าอิชั้นไม่ได้คาดหวังว่าเด็กๆเหล่านั้นจะนั่งไม่ขยับ ตั้งใจตลอด 1-2 ชั่วโมงในการเรียน แต่อย่างน้อยมันก็ต้องมีสักช่วงเวลานึงที่เค้าได้อะไรจากการเรียนวันนี้บ้าง (ไม่งั้นจะเรียนพิเศษไปทำไมคะ ไม่ได้แค่มาเปลี่ยนสถานที่เล่นนะคะ มาเรียนๆ)
เสียงพูดนี้จะมาโมโนโทนไม่ได้ อิชั้นต้องขึ้นเสียงต่ำเสียงสูง เล่นการแสดงใหญ่มากก เล่นตลก ดุบ้าง ใจดีโพดๆบ้าง เข้าอกเข้าใจน้องบ้าง หรือทำใจแข็งปราบพยศกันบ้าง
พูดเลยว่าตอนนี้เราก็เริ่มเค้าใจหัวอกคนเป็นครูแล้วที่วันๆต้องเจอกับเด็กหลากหลายรูปแบบแล้วในหัวเค้าต้องคิด ใช้ไหวพริบอะไรวันนี้ ในการจัดการเจ้าพวกแสบนี้
วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559
อิมแพ็คหนักมาก
เกือบลืมมมมมมมมมมมมมม เกือบลืมเขียนไดอะรี่ สัญญิงสัญญาไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะต้องเขียนไดอะรี่ให้ได้ทุกวัน เพื่อเป็นการฝึกฝีมือการเขียน
โถ่ นี่ถ้าวันนี้ขาดไปนะ หมาแน่ๆ บทความแรก พูดซะดิบดี
แต่ก็ไม่รู้ว่ามโน หรือ เรื่องจริง ฉันรู้สึกคุ้นเคยกับแป้นพิมพ์มากขึ้น ทั้งๆที่เหมือนก็รู้สึกว่าเราก็พิมพ์ได้นะ (ซึ่งอาจจะเทียบกับสกิลการหาตัว ฆ ของพ่อ) มันลื่นมืออ่ะ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้พิมพ์แบบ ฟหกด่าสว (เค้าเรียกว่าพิมพ์สัมผัสใช่ม่ะ) แต่มันก็ไปได้เรื่อยๆ รู้สึกมันเป็นเครื่องมือที่ฉันไว้ใจว่าฉันทำมันได้ดี
นี่อาจเป็นแค่ตัวอย่างแรก ที่บอกว่าคุ้นชินกับการพิมพ์มากขึ้น
อึกอย่างที่รู้สึกดีคือ เวลาต้องเขียนงาน มันมีไปเดียพวยพุ่งอยู่ในหัวตลอดเวลา จนบางครั้งอยากพูดออกมามากกว่าพิมพ์เพราะมือมันเร็วไม่เท่าความคิด (อยากจะมีสิริอยู่ในคอมแล้วให้ช่วยพิมพ์จริงจริ๊ง)
เอาล่ะ ไหนๆก็ต้องมาไดอะรี่ มาดูกันวันนี้ฉันไปผจญกับอะไรมาบ้าง
วันนี้ผีแม่บ้านเข้าสิง ซึ่งเอาจริงๆผีแม่บ้านนี้สิงฉันมาได้สองสามวันแล้วล่ะ บ้าสะอาดมาก ทุกอย่างต้องมีผ้าคลุมไว้ เมื่อเช้าแม่มาขอยืมไดร์เป่าผมแล้วลืมคลุมผ้าคืน นี้ยังโกรธเลย บ้าไปแล้ว (ตอนนั้นหงุดหงิดจริง แต่พอผ่านมาสักพัก รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบ้า มโมโหเรื่องอะไรเล็กๆน้อยๆ)
เช็ดโต๊ะทำงาน ที่มีแล็บท็อปวาง เครื่องปริ้น แก้วใส่อุปกรณ์เครื่องเขียน 2 ใบ ... ไม่จบยังมีกระบุงเครื่องสำอางค์จำพวกด้ามๆเช่น อายส์ไลน์เนอร์ ลิปสติก รองพื้น บลาๆ ยัง ยัง ยังมีกล่องใส่เครื่องประดับอย่างตุ้มหู มียางรัดผมอยู่ด้วย และสุดท้ายจริงๆคือมีของตกแต่งโต๊ะ ซึ่งจริงๆแล้วไม่น่าจะมีอะไรที่จะประดับได้อีกแล้ว นั่นคือตุ๊าตามินเนียนร้องได้ อ่อ มีปฎิทินวางไว้ด้วยนะ และทุกอย่างวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ
เช็ดเอี่ยมเชียว ใช้กระดาษทิชชู่เปียก ที่ผู้หญิงหลายๆคนเอาไว้ใช้เช็ดเครื่องสำอางค์ มันสะอาด สะดวกดีด้วย เช็ดแล้วทิ้ง ทำหน้าที่ได้ดีมาก ขอบคุณจริงๆ
นี่เราข้ามขั้นตอนการเก็บเตียงไปนะ แต่จริงๆแล้ว ฉันก็แปลก ตื่นมาจะไม่เก็บที่นอนทันที จะต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ กินข้าวก่อน แล้วกลับมาเก็บที่นอน เช็ดโต๊ะ เพราะเหตุผลที่เกือบดีว่า เป็นการออกกำลังกายเล็กๆน้อยๆหลังจากกินข้าวเช้ามา เอ่ออ เป็นคนมีเหตุผล(ได้ตลอดป่ะล่ะ) ใช้ลูกกลิ้งที่แบบเหมือนสก็อตเทปอ่ะมารูดๆเตียงเพราะผมร่วงเยอะมากกกก บ้าไปแล้ว เป็นโรคหรือเปล่า เห็นเส้นผมนี้แทบจะกระโดดไปเก็บเอาไปทิ้งเลย
เมื่อก่อนไม่เป็น แต่เพราะได้แรงบันดาลใจจากหนังสือญี่ปุ่นเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการจัดบ้าน เชื่อหรือไม่ หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนทัศนะคติการซื้อของ การเก็บของ การทำความสะอาด อิมแพ็คโคตรแรง ทั้งๆที่ตอนได้มา(คุณลุงที่เป็นลูกค้าร้านเราที่รักการอ่านเหมือนกัน แบ่งปันมาให้) ก็งงว่า อีหน้าปกจะเขียนเชิญชวนไปไหน กะอีแค่จัดบ้าน มันจะมีอิทธิพลต่อชีวิตขนาดนั้นเชียว แต่เมื่อได้อ่าน ขุ่นพระ หนักๆ อิมแพ็คปังๆเข้าหน้า เธอดีจริงๆ ของดีจริงๆ
โอกาสหน้าขอทำหน้าเป็นนักรีวิวหนังสือเรื่องนี้ละกันนะคะ
โถ่ นี่ถ้าวันนี้ขาดไปนะ หมาแน่ๆ บทความแรก พูดซะดิบดี
แต่ก็ไม่รู้ว่ามโน หรือ เรื่องจริง ฉันรู้สึกคุ้นเคยกับแป้นพิมพ์มากขึ้น ทั้งๆที่เหมือนก็รู้สึกว่าเราก็พิมพ์ได้นะ (ซึ่งอาจจะเทียบกับสกิลการหาตัว ฆ ของพ่อ) มันลื่นมืออ่ะ ถึงแม้ว่าฉันจะไม่ได้พิมพ์แบบ ฟหกด่าสว (เค้าเรียกว่าพิมพ์สัมผัสใช่ม่ะ) แต่มันก็ไปได้เรื่อยๆ รู้สึกมันเป็นเครื่องมือที่ฉันไว้ใจว่าฉันทำมันได้ดี
นี่อาจเป็นแค่ตัวอย่างแรก ที่บอกว่าคุ้นชินกับการพิมพ์มากขึ้น
อึกอย่างที่รู้สึกดีคือ เวลาต้องเขียนงาน มันมีไปเดียพวยพุ่งอยู่ในหัวตลอดเวลา จนบางครั้งอยากพูดออกมามากกว่าพิมพ์เพราะมือมันเร็วไม่เท่าความคิด (อยากจะมีสิริอยู่ในคอมแล้วให้ช่วยพิมพ์จริงจริ๊ง)
เอาล่ะ ไหนๆก็ต้องมาไดอะรี่ มาดูกันวันนี้ฉันไปผจญกับอะไรมาบ้าง
วันนี้ผีแม่บ้านเข้าสิง ซึ่งเอาจริงๆผีแม่บ้านนี้สิงฉันมาได้สองสามวันแล้วล่ะ บ้าสะอาดมาก ทุกอย่างต้องมีผ้าคลุมไว้ เมื่อเช้าแม่มาขอยืมไดร์เป่าผมแล้วลืมคลุมผ้าคืน นี้ยังโกรธเลย บ้าไปแล้ว (ตอนนั้นหงุดหงิดจริง แต่พอผ่านมาสักพัก รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนบ้า มโมโหเรื่องอะไรเล็กๆน้อยๆ)
เช็ดโต๊ะทำงาน ที่มีแล็บท็อปวาง เครื่องปริ้น แก้วใส่อุปกรณ์เครื่องเขียน 2 ใบ ... ไม่จบยังมีกระบุงเครื่องสำอางค์จำพวกด้ามๆเช่น อายส์ไลน์เนอร์ ลิปสติก รองพื้น บลาๆ ยัง ยัง ยังมีกล่องใส่เครื่องประดับอย่างตุ้มหู มียางรัดผมอยู่ด้วย และสุดท้ายจริงๆคือมีของตกแต่งโต๊ะ ซึ่งจริงๆแล้วไม่น่าจะมีอะไรที่จะประดับได้อีกแล้ว นั่นคือตุ๊าตามินเนียนร้องได้ อ่อ มีปฎิทินวางไว้ด้วยนะ และทุกอย่างวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ
เช็ดเอี่ยมเชียว ใช้กระดาษทิชชู่เปียก ที่ผู้หญิงหลายๆคนเอาไว้ใช้เช็ดเครื่องสำอางค์ มันสะอาด สะดวกดีด้วย เช็ดแล้วทิ้ง ทำหน้าที่ได้ดีมาก ขอบคุณจริงๆ
นี่เราข้ามขั้นตอนการเก็บเตียงไปนะ แต่จริงๆแล้ว ฉันก็แปลก ตื่นมาจะไม่เก็บที่นอนทันที จะต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ กินข้าวก่อน แล้วกลับมาเก็บที่นอน เช็ดโต๊ะ เพราะเหตุผลที่เกือบดีว่า เป็นการออกกำลังกายเล็กๆน้อยๆหลังจากกินข้าวเช้ามา เอ่ออ เป็นคนมีเหตุผล(ได้ตลอดป่ะล่ะ) ใช้ลูกกลิ้งที่แบบเหมือนสก็อตเทปอ่ะมารูดๆเตียงเพราะผมร่วงเยอะมากกกก บ้าไปแล้ว เป็นโรคหรือเปล่า เห็นเส้นผมนี้แทบจะกระโดดไปเก็บเอาไปทิ้งเลย
เมื่อก่อนไม่เป็น แต่เพราะได้แรงบันดาลใจจากหนังสือญี่ปุ่นเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการจัดบ้าน เชื่อหรือไม่ หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนทัศนะคติการซื้อของ การเก็บของ การทำความสะอาด อิมแพ็คโคตรแรง ทั้งๆที่ตอนได้มา(คุณลุงที่เป็นลูกค้าร้านเราที่รักการอ่านเหมือนกัน แบ่งปันมาให้) ก็งงว่า อีหน้าปกจะเขียนเชิญชวนไปไหน กะอีแค่จัดบ้าน มันจะมีอิทธิพลต่อชีวิตขนาดนั้นเชียว แต่เมื่อได้อ่าน ขุ่นพระ หนักๆ อิมแพ็คปังๆเข้าหน้า เธอดีจริงๆ ของดีจริงๆ
โอกาสหน้าขอทำหน้าเป็นนักรีวิวหนังสือเรื่องนี้ละกันนะคะ
วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559
บุคลิกสำรอง
เชื่อไหม ถ้าบอกว่าฉันเป็นคนที่มีความอดทนต่ำ
พูดเลยว่าเพื่อนๆในช่วงมหาลัยต้องไม่มีใครเชื่อ และบอกว่า "พลอยกช นี่นะ" วงเล็บนิดนึง เพื่อนมหาลัยมักเรียกฉันว่าพลอยกช เพราะตอนเข้าปี1 มีคนชื่อเล่นว่าพลอยถึงสามคน จึงต้องสร้างเอกลักษณ์ชื่อของแต่ละคนขึ้นมา ของฉันง่ายๆ เอาชื่อเล่นผสมกับพยางค์แรกของชื่อจริง] เพราะบุคลิกของฉันมันนุ่มนิ่ม กวนตีนเล็กๆ แต่ก็ดูเป็นแม่พระ รักเด็ก ความอดทนระดับพันลี้
ก็คงจะมีแต่พ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้านี่แหละที่รู้ถึงความอดทนอดกลั้นของอิฉันเอง ;)
ไม่ใช่พฤติกรรมที่แสแสร้ง แต่มันเป็นอีกบุคลิกหนึ่งในตัวฉัน [เป็นคนแปลกนะ ที่จะมีบุคลิกสำรอง ไว้ใช้ในแต่ละสถานที่ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงมัธยม ฉันมักจะมีเพื่อนขี้อาย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก บุคลิกของฉันก็จะดึงความเป็นผู้นำออกมา กล้าคิดกล้าทำ ในขณะที่ช่วงประถม บุลคลิก[ที่คาดว่ายังใสๆ]เป็นเด็กตลก ชอบเต้นบ้าบอ เพราะแคร์ว่าที่บ้านจะเหงา และแตกต่างอีกเช่นกันกับในช่วงชีวิตมหาลัย
ชีวิตในช่วงมหาลัย คุณจะเจอกับผู้คนที่มาจากทุกมุมประเทศ ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน จะได้รู้หมด ซึ่งอาจจะแตกต่างจากช่วงชีวิตตอนประถมหรือมัธยมที่มักจะมีเพื่อนอยู่แถวระแวกบ้านหรืออย่างน้อยก็ไม่ไกลเกินข้ามจังหวัด
แน่นอนล่ะ คนที่มีบุลคลิกต่างกันเป็นสิบเป็นพันคนเข้ามาอยู่รวมกัน ฉันก็สบาย ไม่จำเป็นต้องงัดบุลคลิกที่พวกเค้ามีอยู่แล้วมาใช้ซ้ำ แต่ก็ขอเลือกบุคลิกนิ่งๆ [พยายาม]เข้าใจคนเพื่อสร้างความสมดุลอะไรสักอย่างในชีวิต [คนบ้าอะไรว่ะ มีกลไลความคิดหลากหลายเหลือเกิน]
วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559
เกือบเอาชีวิตไม่รอด
หูยยยย ฟังแล้วน่ากลัว เกือบเอาชีวิตไม่รอดอะไรย่ะ
ไม่ใช่เรื่องขอขาดบาดตายอะไรหรอกค่ะ แต่มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี เรื่องการปฎิญานตนว่าฉันจะเริ่มเขียนไดอะรี่ให้ได้อีกครั้ง
บิ้วตัวเองอยู่นานมาก เพราะวันนี้ทำไมก็ไม่รู้ เกิดรู้สึกคั่นเนื้อคั่นตัว เหมือนจะไม่สบาย แต่ก็ไม่ใช่ แต่ถ้าจะบอกว่าจะสบายดีมาก ก็จะดูโกหกไปซะหน่อย ... แต่ไม่เป็นไร กินยาแล้วค่า และหวังว่าจะดีขึ้นหลังจากตื่นมาในวันพรุ่งนี้
การหวังอะไร ที่มันเป็นเรื่องของน้ำบ่อหน้านี้นะ มันช่างวัดดวง วัดใจซะเหลือเกิน มันก็เหมือนเรื่องอนาคตของฉันนี่แหละน้า
ยอมรับว่าหลังจากเรียนจบปริญญาตรี รับปริญญาเรียบร้อยแล้ว มันรู้สึกโล่งใจมาก เพราะฉันไม่ชอบเรื่องการสอบเอามากๆ ถามว่าชอบเรียนไหม ตอบว่าชอบนะ เป็นคนชอบเรียนรู้ แต่เกลียดซะเหลือเกินเรื่องการสอบ
จะบอกว่าไม่มั่นใจในความสามารถตัวเองเหรอ ยอมรับแมนๆ(ในแบบฉบับผู้หญิง)ว่า "ใช่ค่ะ" ไม่ว่าจะเรียนขยันแค่ไหน แต่พอต้องรู้ว่าจะมีการสอบ มันช่างบีบคั่นซะเหลือเกิน กดดัน(บ้าอะไรก็ไม่รู้) และก็คิดเสมอว่า พอจบมา ฉันก็จะจบกับการรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะสอบแล้ว เย้! (ซึ่งความจริงแล้ว ฉันก็ยังคงทำแบบทดสอบชีวิตอยู่ตลอดเวลา)
พอก่อนเรื่องความกลัวบ้าๆ (แต่ก็เชื่อนะ ว่ามันต้องมีคนอย่างเราบ้างล่ะ ในโลกนี้)
กลับมาสู่เรื่องเดิมที่พูดไว้คือการหวังน้ำบ่อหน้า อยากเข้าใจความรู้สึกมั๊ยว่ามันอึดอัด ไม่มั่นใจ หรือรอไปแล้วจะมีอะไรกลับมา รอนะ...........
ไม่ใช่เรื่องขอขาดบาดตายอะไรหรอกค่ะ แต่มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี เรื่องการปฎิญานตนว่าฉันจะเริ่มเขียนไดอะรี่ให้ได้อีกครั้ง
บิ้วตัวเองอยู่นานมาก เพราะวันนี้ทำไมก็ไม่รู้ เกิดรู้สึกคั่นเนื้อคั่นตัว เหมือนจะไม่สบาย แต่ก็ไม่ใช่ แต่ถ้าจะบอกว่าจะสบายดีมาก ก็จะดูโกหกไปซะหน่อย ... แต่ไม่เป็นไร กินยาแล้วค่า และหวังว่าจะดีขึ้นหลังจากตื่นมาในวันพรุ่งนี้
การหวังอะไร ที่มันเป็นเรื่องของน้ำบ่อหน้านี้นะ มันช่างวัดดวง วัดใจซะเหลือเกิน มันก็เหมือนเรื่องอนาคตของฉันนี่แหละน้า
ยอมรับว่าหลังจากเรียนจบปริญญาตรี รับปริญญาเรียบร้อยแล้ว มันรู้สึกโล่งใจมาก เพราะฉันไม่ชอบเรื่องการสอบเอามากๆ ถามว่าชอบเรียนไหม ตอบว่าชอบนะ เป็นคนชอบเรียนรู้ แต่เกลียดซะเหลือเกินเรื่องการสอบ
จะบอกว่าไม่มั่นใจในความสามารถตัวเองเหรอ ยอมรับแมนๆ(ในแบบฉบับผู้หญิง)ว่า "ใช่ค่ะ" ไม่ว่าจะเรียนขยันแค่ไหน แต่พอต้องรู้ว่าจะมีการสอบ มันช่างบีบคั่นซะเหลือเกิน กดดัน(บ้าอะไรก็ไม่รู้) และก็คิดเสมอว่า พอจบมา ฉันก็จะจบกับการรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะสอบแล้ว เย้! (ซึ่งความจริงแล้ว ฉันก็ยังคงทำแบบทดสอบชีวิตอยู่ตลอดเวลา)
พอก่อนเรื่องความกลัวบ้าๆ (แต่ก็เชื่อนะ ว่ามันต้องมีคนอย่างเราบ้างล่ะ ในโลกนี้)
กลับมาสู่เรื่องเดิมที่พูดไว้คือการหวังน้ำบ่อหน้า อยากเข้าใจความรู้สึกมั๊ยว่ามันอึดอัด ไม่มั่นใจ หรือรอไปแล้วจะมีอะไรกลับมา รอนะ...........
วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2559
เริ่ม...ไปค่ะ!
เค้าว่ากันว่าอยากจะเขียนให้เก่ง ต้องหัดฝึกเขียนบ่อยๆ เอาจริง ทฤษฎีนี้มันก็ใช้ได้กับทุกสิ่งบนโลก(เลยหรือเปล่า?) อยากจะชำนาญสิ่งไหน มันก็ต้องฝึกฝน แต่ในเมื่อไม่มีสนามจริงให้ประลอง มันก็คงต้องพึ่งบล็อกนี้แหละ หัดเขียน หัดใช้สำนวน
และเค้าก็ยังบอกอีกว่า(เรายังคงเชื่อคนๆนั้นอย่างมั่นคง ไม่รู้ใคร แต่เชื่อว่าความคิดเค้าดี) วิธีที่จะฝึกเขียนได้ดีที่สุด ก็คือการเขียนไดอารี่
โอ้ๆ ไม่นะ เขียนไดอารี่ จะตอบว่าไม่ชอบหรอ ก็ไม่แน่ใจ เพราะเมื่อก่อนจำได้ว่าประมาณตอนประถม ในวิชาภาษาไทย ก็จะมีการบ้านระยะยาวที่ครูบอกให้นักเรียนไปเขียนไดอะรี่ ถ้าตามภาษาไทยก็จะเรียกว่า "บันทึกประจำวัน" แล้วให้เอามาส่งตอนสิ้นเทอม
ก็โอเคนะ เราชอบเขียน ชอบถ่ายทอดอยู่แล้ว ก็น่าจะโอเคนะ สบายมาก
เขียนทุกวัน เพราะครูสั่ง ถ้าวันไหนขาดไปครูก็จะมาถามดิว่าทำไมวันนั้นไม่เขียน กลัวไง ทำตามทุกอย่าง (เป็นเด็กที่ต้องทำตามระเบียบ ไม่งั้นจะรู้สึกไม่สบายใจ แต่ไอ้หนูเอ็งไม่รู้หรอกว่าพอโตมา ตรงไปก็อยู่ยาก)
พอถึงสิ้นเทอม ก็ส่งการบ้านการบันทึกประจำวัน ------->>> เมื่อครู่ตรวจเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาอันน่าตื่นเต้นตรงที่ เราจะมาดูกันว่า ครูจะให้คะแนนเท่าไหร่ คอมเม้นงานเขียนเราว่ายังไง
และก็เป็นอย่างที่หวัง ครูชม คอมเม้นว่ายังไงไม่แน่ใจ แต่คร่าวๆบอกว่า เราเขียนสนุก ประมาณนั้น ---ทำยังไงล่ะ ใจชื่นสิคะ
เอาการบ้านชิ้นเอกกลับไปให้พ่อกับแม่อ่าน --->> ถามว่าเป็นยังไงบ้าง พ่อกับแม่ก็บอกว่าเขียนสนุกดีลูก โตขึ้นคงเป็นนักเขียนได้สบายๆเลยแน่ๆ (แม่ยิ้มตาปิดเลย)
###ปกติเราจะเป็นคนที่สามารถดิลีสความทรงจำที่ไม่จำเป็นออกจากหัวไปได้ แต่เรื่องนี้แหละ ที่เรายังจำได้ และก็เป็นสิ่งที่เป็นแรงผลักดัน ให้อยากจะลองเป็นนักเขียนดูสักตั้ง
??? อ้าว ที่เล่ามาก็ดีหนิ ---->>> ทุกคนคงคิดอย่างนี้
แต่หลังจากนั้น หลังจากอิ่มคำชมทั้งครูและพ่อแม่ เราก็บอกกับตัวเองว่า แม้จะเสร็จสิ้นการเขียนตามที่ครูสั่งแล้ว เราก็ยังจะขอเขียนไดอะรี่ต่อไป เผื่อวันนึงจะสามารถรวบรวมและเอามาเป็นผลงานอะไรสักอย่างได้
แต่ๆ ก็บอกแล้วว่าเป็นเด็กทำตามกฎระเบียบ แต่พอไม่มีข้อบังคับว่าจะต้องเก็บคะแนน พูดเลยว่า เขียนได้สองวันก็เก่งแล้ว มันขาดแรงบันดาลใจอะไรก็ไม่รู้
และเชื่อมั๊ย เราพยายามเริ่มต้นเขียนไดอะรี่ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว และทุกครั้งก็จบลงเพียงเพราะความขี้เกียจ และความคิดที่คิดว่าะเขียนไปทำไม? พอหาคำตอบไม่ได้ ... มันก็ไม่รู้จะเขียนไปเพื่ออะไร
แล้วมาดูกัน ว่าคราวนี้จะไปได้สักกี่น้ำ
และเค้าก็ยังบอกอีกว่า(เรายังคงเชื่อคนๆนั้นอย่างมั่นคง ไม่รู้ใคร แต่เชื่อว่าความคิดเค้าดี) วิธีที่จะฝึกเขียนได้ดีที่สุด ก็คือการเขียนไดอารี่
โอ้ๆ ไม่นะ เขียนไดอารี่ จะตอบว่าไม่ชอบหรอ ก็ไม่แน่ใจ เพราะเมื่อก่อนจำได้ว่าประมาณตอนประถม ในวิชาภาษาไทย ก็จะมีการบ้านระยะยาวที่ครูบอกให้นักเรียนไปเขียนไดอะรี่ ถ้าตามภาษาไทยก็จะเรียกว่า "บันทึกประจำวัน" แล้วให้เอามาส่งตอนสิ้นเทอม
ก็โอเคนะ เราชอบเขียน ชอบถ่ายทอดอยู่แล้ว ก็น่าจะโอเคนะ สบายมาก
เขียนทุกวัน เพราะครูสั่ง ถ้าวันไหนขาดไปครูก็จะมาถามดิว่าทำไมวันนั้นไม่เขียน กลัวไง ทำตามทุกอย่าง (เป็นเด็กที่ต้องทำตามระเบียบ ไม่งั้นจะรู้สึกไม่สบายใจ แต่ไอ้หนูเอ็งไม่รู้หรอกว่าพอโตมา ตรงไปก็อยู่ยาก)
พอถึงสิ้นเทอม ก็ส่งการบ้านการบันทึกประจำวัน ------->>> เมื่อครู่ตรวจเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาอันน่าตื่นเต้นตรงที่ เราจะมาดูกันว่า ครูจะให้คะแนนเท่าไหร่ คอมเม้นงานเขียนเราว่ายังไง
และก็เป็นอย่างที่หวัง ครูชม คอมเม้นว่ายังไงไม่แน่ใจ แต่คร่าวๆบอกว่า เราเขียนสนุก ประมาณนั้น ---ทำยังไงล่ะ ใจชื่นสิคะ
เอาการบ้านชิ้นเอกกลับไปให้พ่อกับแม่อ่าน --->> ถามว่าเป็นยังไงบ้าง พ่อกับแม่ก็บอกว่าเขียนสนุกดีลูก โตขึ้นคงเป็นนักเขียนได้สบายๆเลยแน่ๆ (แม่ยิ้มตาปิดเลย)
###ปกติเราจะเป็นคนที่สามารถดิลีสความทรงจำที่ไม่จำเป็นออกจากหัวไปได้ แต่เรื่องนี้แหละ ที่เรายังจำได้ และก็เป็นสิ่งที่เป็นแรงผลักดัน ให้อยากจะลองเป็นนักเขียนดูสักตั้ง
??? อ้าว ที่เล่ามาก็ดีหนิ ---->>> ทุกคนคงคิดอย่างนี้
แต่หลังจากนั้น หลังจากอิ่มคำชมทั้งครูและพ่อแม่ เราก็บอกกับตัวเองว่า แม้จะเสร็จสิ้นการเขียนตามที่ครูสั่งแล้ว เราก็ยังจะขอเขียนไดอะรี่ต่อไป เผื่อวันนึงจะสามารถรวบรวมและเอามาเป็นผลงานอะไรสักอย่างได้
แต่ๆ ก็บอกแล้วว่าเป็นเด็กทำตามกฎระเบียบ แต่พอไม่มีข้อบังคับว่าจะต้องเก็บคะแนน พูดเลยว่า เขียนได้สองวันก็เก่งแล้ว มันขาดแรงบันดาลใจอะไรก็ไม่รู้
และเชื่อมั๊ย เราพยายามเริ่มต้นเขียนไดอะรี่ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว และทุกครั้งก็จบลงเพียงเพราะความขี้เกียจ และความคิดที่คิดว่าะเขียนไปทำไม? พอหาคำตอบไม่ได้ ... มันก็ไม่รู้จะเขียนไปเพื่ออะไร
แล้วมาดูกัน ว่าคราวนี้จะไปได้สักกี่น้ำ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)